Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

  คนที่ขยันในหน้าที่ ไม่ประมาท เอาใจใส่สอดส่อง ตรวจตรา จัดการงานให้เรียบร้อย เป็นอันดี จึงควรเข้ารับราชการ  
  คุยกับสุทัสสา
 
ขอนุญาตช่องทางนี้ส่งจดหมายถึงคุณแม่สจิตราครับ
กราบสวัสดีคุณแม่สุจิตราครับ (จดหมายตามแนบครับ)
เขียนโดย: วีรยุทธ สิทธิ์เสนา | 31 มีนาคม 2557 17:29:08

วันที่ 31 มีนาคม 2557 กราบสวัสดี คุณแม่ที่เคารพ (ขออนุญาตเรียกคุณแม่นะครับ ด้วยรักและศรัทธาอาจารย์เหมือนกับแม่ของผมเอง) ผมชื่อนายวีรยุทธ สิทธิ์เสนา ชื่อเล่นชื่อ นา ครับ เป็นคนจังหวัดมหาสารคาม ได้ติดตามผลงานของคุณแม่มาแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2550 เป็นเวลากว่า 8 ปี ตั้งแต่สมัยผมเรียนที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม เริ่มต้นที่เรื่องสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม (ธรรมนิยาย เรื่องที่ 3 ) โดยบังเอิญ ถ้าโดยปกติทั่วไปแค่เห็นชื่อหนังก็ทำให้ผมไม่อยากอ่านแล้วด้วยคาดว่าจะเป็นเรื่องธรรมมะล้วน ๆ ที่สำคัญเป็นหนังสือปกแข็งอย่างดีเล่มขนาดใหญ่ ซึ่งก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผมไม่อยากอ่านขึ้นไปอีก แต่แล้วอาจจะเป็นเพราะกรรมขาวที่เคยสั่งสมมาจึงทำให้ผมได้พลิกอ่านหนังสือเล่มนี้ เมื่อได้อ่านแค่ครั้งแรกกลับทำให้ผมไม่สามารถวางลงได้ ด้วยเป็นธรรมนิยายที่เขียนขึ้นด้วยการอิงประวัติของพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม และมีการเพิ่มเติมในบางส่วนเพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่านมากขึ้น ผมใช้เวลา 3 วันในการอ่านหนังสือเล่มนี้ เมื่ออ่านจบผมก็ยังอ่านแล้วอ่านอีกอ่านแล้วอ่านอีกจนนับครั้งไม่ถ้วน จนกระทั่งอดรนทนไม่ไหวด้วยต้องการศึกษาเรื่องราวทั้งหมด จึงได้เสาะแสวงหาหนังสืออีก 2 เล่มก่อนหน้านี้ คือ มักกะลีผล และนารีผล โชคดีที่หนังสือเล่มนี้มีขายที่มหาสารคาม แต่พอเรื่องวัฎจักรชีวิต และความหลงในสงสาร ที่ที่ผมหาได้คือที่เดอะมอลล์งามวงศ์วาน กรุงเทพมหานคร ด้วยช่วงนั้นต้องเดินทางไปดูงานที่ฟิลิปปินส์จึงมีโอกาสไปเดินห้างแถวนั้น ซึ่งผมก็ยังหนีบเอาหนังสือ 2 เล่มนี้ไปอ่านที่ฟิลิปปินส์ด้วย (ช่วงนั้นไม่ค่อยสันทัดโลกไซเบอร์จึงได้แต่ตามหาที่ร้านหนังสือครับ) ซึ่งการพบหนังสือของคุณแม่ในแต่ละครั้งทำให้ผมมีความรู้สึกเหมือนกับได้ทรัพย์ทางปัญญา มีความปลาบปลื้มใจทุกครั้ง (เป็นความรู้สึกจริงไม่ได้มุสาแต่ประการใดครับ) จากการอ่านหนังสือธรรมนิยาย ชุด สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ของคุณแม่ ทำให้ผมได้ประโยชน์อย่างมากมายมหาศาลโดยเฉพาะการมองโลกตามธรรมชาติที่เป็นจริง ผมขอแจกแจงเป็นข้อ ๆ นะครับเพื่อง่ายต่อการเข้าใจของผม ดังนี้ ประการที่ 1. ผมได้รู้จักพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมากยิ่งขึ้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม ซึ่งก่อนหน้านี้เคยได้เห็นท่านแค่ในทีวีหรือแค่เสียงของท่านผ่านทางเทปหรือวิทยุเท่านั้น 2. ผมได้รู้จักว่าบุญสูงสุดในพระพุทธศาสนาคือการภาวนา “วิปัสสนากรรมฐาน” ซึ่งก่อนหน้านี้เข้าใจว่าการให้ทานมากได้บุญมาก การให้ทานน้อยได้บุญน้อย แต่แล้วหนังสือของคุณแม่ ได้เปลี่ยนความคิดของผมไปโดยสิ้นเชิง 3. ทำให้ผมได้มีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรมที่สวนเวฬุวัน จ.ขอนแก่น ถึง 2 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกปฏิบัติ 5 วัน ผมมีปัญหาเกี่ยวกับงานและการเรียน ซึ่งตอนนั้นกำลังเรียน ป.โท พอดี ทำให้ผมได้รับความสงบทางใจและทางปัญญาในขั้นของการรู้จักตัวเองแบบธรรมดา ทำให้ผมคิดได้ว่าการที่ผมตัดสินใจเรียน ป.โท ในขณะที่คิดว่าตัวเองแน่และมั่นใจว่าจะจบอย่างแน่นอนนั้น มันเป็นแค่ความคิดของผมเองเท่านั้นซึ่งการเรียนต่อครั้งนี้ ทำให้งานผมเสีย ด้วยในบางสัปดาห์วันเสาร์และอาทิตย์ ผมต้องทำงานด้วย เสียทั้งงานเสียทั้งการเรียน สุดท้ายผมจึงยุติการเรียนระดับ ป.โท ไป แต่อย่างน้อยผมก็ได้รู้แล้วว่าการเรียนระดับนี้ เขาเรียนเขาสอนกันยังไง ถ้ามีบุญวาสนาคงมีโอกาสได้เรียนอีกครั้งครับและคงจบการศึกษาไม่ใช่จบเห่แบบครั้งนี้ ครั้งที่ 2 ปฏิบัติ 7 วัน ครั้งนี้เป็นครั้งที่ผมจะจดจำไปจนวันตาย เพราะการปฏิบัติตลอด 7 วันนั้น ผมรู้สึกได้ว่าตัวเองนิ่งขึ้นมาก สามารถเดินจงกรม-นั่งสมาธิ ได้อย่างละ 1.30 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นประวัติการณ์สำหรับผม แต่แล้วกรรมฐานผมก็รั่วชนิดที่แบบไม่น่าให้อภัย ด้วยในวันที่ผมออกจากกรรมฐาน มีผู้ชายคนหนึ่งมาเข้ากรรมฐานและพักในห้องเดียวกัน ผู้ชายคนนี้พูดมากและอวดตัวเองเป็นที่สุด ว่าให้คนโน้นคนนี้เสีย ๆ หาย ๆ แช่งชักหักกระดูกเขาไปทั่ว และอ้างว่าตัวเองรู้จักผู้มีอิทธิพลคนโน้นคนนี้ดี ชอบแอบมานอนช่วงที่เขาปฏิบัติกัน และบ่นว่าแพ้โน้นแพ้นี้จนคันไปทั้งตัวสงสัยจะปฏิบัติไม่ได้ ตอนแรกผมก็ไม่สนใจ แต่ก็ทำให้ผมพูดไม่ออกเมื่อแกเปลี่ยนจากชุดขาวมาใส่เสื้อผ้าแล้วขออาศัยติดรถกลับบ้านกับผมด้วย จากที่ไม่เคยสนใจทำให้ผมสนใจแกขึ้นมาในบัดดล ผมพูดไม่ออกได้แต่ทำหน้าเอ่อ ๆ ไม่คิดว่าเขาจะกล้าถึงขนาด ไม่ไปลาสิกขาก่อนที่จะกลับบ้าน และถือเป็นการหนีกลับเสียด้วย แต่เมื่อเขาเห็นสีหน้าผมที่แสดงออกมาแบบเอ่อ ๆ ในเชิงไม่ต้อนรับแขก เขาจึงบอกว่าไม่เป็นไรเข้าใจ ผมจึงตอบกลับไปว่าครับคำเดียว เพราะในใจก็ไม่คิดที่จะให้เขาขึ้นรถกลับด้วยเป็นแน่แท้ และที่สำคัญผมคงถูกเขานินทาแบบเสีย ๆ หาย ๆ เป็นแน่นอน (ตรงนี้ผมคิดเอง) และจากเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้ผมไม่สามารถกลับได้ในทันทีเพราะรู้สึกใจเสียยังไงไม่รู้ ผมต้องนั่งอยู่ในรถตรงด้านหน้าวิหารพระพุทธโคดมอุดมโชค สวดมนต์อยู่นานกว่าจะเรียกความปกติเข้ามาในตัวได้ แต่ก็ไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกับตอนที่ลาสิกขาใหม่ เหตุการณ์นี้จึงเป็นข้อสอบที่ผมทำตกอย่างไม่เป็นท่า เพราะความมีอคติในใจที่มีต่อเขาคนนั้น แต่ถ้ามารไม่มีบารมีก็ไม่เกิด ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้อีกคงต้องใช้สติให้มากกว่านี้ครับ 4. จากการอ่านหนังสือของคุณแม่ผมดีใจมากที่ทำให้คนหลายคนได้สติขึ้นมา จากการที่จำเอาบางตอนในธรรมนิยายไปบอกต่อกับคนอื่น ๆ เช่น มีพี่ที่ทำงานกลุ้มใจเรื่องหนี้สินและไม่กล้าเปิดอกคุยกับญาติพี่น้อง จนเป็นเหตุให้เกิดความเครียดอย่างหนัก ผมแนะนำให้สวดมนต์ ทำสมาธิ แล้วแผ่เมตตา โดยให้คู่มือที่ไปเข้ากรรมฐานที่สวนเวฬุวันไปสวด ผลปรากฏว่าพี่คนนั้นมีจิตใจที่ดีขึ้นสามารถผ่านปัญหาในช่วงนั้นไปได้อย่างอัศจรรย์ด้วยการสวดมนต์ ทำให้คนในสำนักงานสนใจเป็นอย่างมาก มีหลายคนเข้ามาถามว่าต้องทำอย่างไรบ้าง หลายคนผมก็แนะนำให้สวดอิติปิโสเกินอายุ ทำสมาธิ แล้วแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร และแนะนำให้ไปปฏิบัติธรรมที่สวนเวฬุวันขอนแก่น แต่ก็พากันเห่อได้ไม่นานก็พากันเลิก เพราะวิธีการสวดมนต์ การภาวนาต้องใช้เวลาในการอบรมบ่มเพราะ คนสมัยนี้ถ้าไม่ทันใจเขาก็เลิกไปในทันใด แต่อย่างน้อยผมก็ภูมิใจเพราะได้แนะนำแนวทาง และที่ทางในการปฏิบัติให้กับหลายคนแล้ว ส่วนเขาจะทำหรือไม่ทำก็ขึ้นอยู่กับบุญวาสนาของแต่ละบุคคล นานาจิตตัง 5. เหตุการณ์นี้เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ผมคิดว่าหนังสือของคุณแม่เป็นหนังสือที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง เพราะหลายเล่มผมให้หลายคนยืมไปอ่านได้กลับคืนบ้าง หายไปบ้าง ในใจก็เสียดายด้วยกว่าจะเก็บเงินซื้อได้ เพราะตอนที่เรียนที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม ผมต้องปลูกต้นไม้ขายจึงได้เงินส่วนนี้มาซื้อหนังสือของคุณแม่อ่าน แต่มีอยู่ 1 เล่ม ที่ให้เพื่อนยืมไปอ่าน คือ “ความหลงในสงสาร”ตอนแรกก็เสียดายอยู่เหมือนกันที่เพื่อนไม่เอามาคืนสักที แต่พอเขามาเล่าให้ฟังว่า เอาหนังสือเล่มที่ยืมผม กลับบ้านแล้วแม่ของเขาได้อ่าน เกิดความเลื่อมใสในพระเดชพระคุณหลวงพ่อ กลายเป็นเหตุปัจจัยให้แม่ของเพื่อนเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี ในทันที ขนาดผมศึกษาเรื่องราวของหลวงพ่อมาตั้ง 8 ปี จากหนังสือของคุณแม่และสื่ออื่น ๆ ยังไม่เคยไปวัดอัมพวันเลยแม้แต่ครั้งเดียว จากความเสียดายกลายเป็นความชื่นชมยินดีเข้ามาแทนที่ ผมเลยบอกกับเพื่อนว่าขออนุโมทนาบุญด้วยนะ และขอยกหนังสือเล่มนั้นให้แม่ของเพื่อนเลย ซึ่งในเวลาต่อมาเพื่อนคนนี้กลายเป็นกัลยามิตรทางธรรมของผม เรามักจะสนทนาธรรมกันตามกาล ผ่านเฟสบุ๊ค หรือทุกครั้งที่เจอกันครับ 6. หนังสือของคุณแม่กลายเป็นยาคลายเครียดให้กับผมได้อย่างอัศจรรย์ เมื่อผมเครียดกับงานผมมักเอาหนังสือเล่มที่ 3 คือ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม มาอ่านเสมอ (จำไม่ได้แล้วว่าอ่านไปกี่จบแล้ว) เพราะเวลาได้เข้าไปในวัดป่ามะม่วง มีพระครูเจริญคอยแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ผมรู้สึกเพลินดีเหมือนกับไปนั่งอยู่ในกุฏิของท่านพระครูยังไงไม่รู้ครับ อธิบายไม่ถูก ในบางบทบางตอนผมถึงกลับอ่านไปน้ำตาไหลไปเลยก็มีส่วนมากจะเป็นอาการปีติ ไม่ใช่เศร้าโศกเสียใจตามเหตุการณ์เศร้า ๆ ครับ 7. หนังสือของคุณแม่ (ผมจำไม่ได้ว่าอยู่เล่มไหน) ตอนที่ท่านพระครูกราบเท้าโยมแม่ พระอรหันต์ของลูก 3 ครั้ง ในวันคล้ายวันเกิดของท่าน และกล่าวลาโยมแม่ ด้วยท่านพระครูทราบว่าท่านจะต้องประสบอุบัติเหตุรถคว่ำคอหักมรณะภาพ ทำให้ผมคิดได้ว่าบิดามารดาและญาติผู้ใหญ่ของเรา ทุกท่านมีพระคุณกับเรา เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ควรบำรุงดูแล และให้ความรักเช่นเดียวกับที่ท่านเคยให้กับเรา ไม่ใช่พอตายแล้วไปเคาะข้างโลง พ่อ-แม่กินข้าวนะ ควรทำในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ทั้งเราและท่านไม่รู้ว่าจะตายวันไหนหรือใครจะตายก่อนกัน และเมื่อวันเกิดที่ผ่านมา ผมขอพรคุณยาย คุณพ่อ และคุณแม่ ด้วยการนำธูปเทียนแพรกราบขอขมากับท่าน และขณะที่ท่านอวยพรให้นั้นผมยกเท้าของท่านมาเหยียบที่ศรีษะของผม เพราะผมถือว่าส่วนที่ต่ำที่สุดของผู้มีพระคุณของเรา คือ ส่วนที่สูงสุดในเบื้องต้นของเราครับ 8. มีประสบการณ์และความทรงจำดีดีอีกมากมายที่ได้จากหนังสือของคุณแม่ ถึงแม้ว่าผมจะจำได้ไม่ทั้งหมด และจำไม่ได้ว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ นั้น เกิดอยู่ในหนังสือเล่มใดบ้าง แต่ผมก็เชื่อว่า ด้วยหนังสือของคุณแม่นี่เองที่ทำให้ความคิดและการกระทำของผมในหลาย ๆ อย่างเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการก้าวล่วงพ้นแห่งกองกิเลสทั้งหลาย โดยปณิธานที่ผมตั้งไว้หลังเรียนจบระดับปริญญาตรี คือ ผมจะสอบทำงานในหน่วยงานใดก็ได้ 1 ครั้ง หากสอบไม่ได้ก็จะบวชตลอดชีวิตเพราะผมอยากเสียชีวิตในขณะดำรงสมณะเพศมากกว่าการเป็นฆราวาส อย่างน้อยภพชาติก็จะน้อยลงด้วยผมเชื่อเช่นนั้นเพราะผมตั้งใจจะปฏิบัติอย่างจริงจังโดยมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นตัวอย่าง แต่เหตุการณ์ก็ไม่เป็นไปดังที่ตั้งไว้ด้วยอาจจะไม่ถึงเวลา ผมสอบเข้าได้ทำงานที่การไฟส่วนภูมิภาคได้ตั้งแต่ที่ยังเรียนไม่จบระดับปริญญาตรี (ใช้คุณวุฒิ ปวส.การบัญชี สอบเข้า) ที่สำคัญได้ทำงานในที่ใกล้บ้าน คือ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ ด้วย แต่ปณิธานการบวชตลอดชีวิตของผมยังไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าเวลาของผมจะมาถึงเมื่อไหร่ เหตุที่ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ส่งมายังคุณแม่สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวาน วันที่ 30 มีนาคม 2557 แรม 15 ค่ำ เดือน 4 ผมไปเดินดูหนังสือในร้านหนังสือกะว่าจะหาหนังสือธรรมะไปอ่านสักเล่มแต่พอเหลือบไปด้านบนสุดของชั้นหนังสือ ปรากฏว่ามีหนังสือคุณแม่อยู่ แต่เข้าใจว่าเป็นหนังสือชื่อความหลงในสงสารเพราะชื่อเรื่องคล้ายกัน ด้วยผมก็สายตาไม่ค่อยดี แต่ก็หยิบลงมาดูถึง 2 ครั้งจึงรู้ว่าเป็นหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของคุณแม่ ความหลังในสังสาร ผมรีบคว้ามาจ่ายเงินทันทีแล้วออกไปนั่งอ่านนอกร้านหนังสือโดยไม่สนใจหนังสือเล่มอื่นเลย ต้องขอขอบพระคุณคุณแม่มาก ๆ นะครับ ที่เสียสละเวลาอันมีค่ามาอ่านจดหมายที่ค่อนค้างจะวกวนเวียนไปเวียนมาของผม ด้วยบุญกุศลที่คุณแม่ได้เขียนธรรมนิยายชุดนี้ จนเป็นเหตุแห่งให้คนหลายคนรวมถึงผม ได้หันเหเข้าสู่ทางสายเอกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้คุณแม่เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ เขียนธรรมนิยายเรื่องราวของพระเดชพระคุณหลวงพ่อและหนังสืออื่น ๆ ตราบนานเท่าที่จะนานได้ ตามบุญกุศลที่หนุนส่ง และขอให้คุณแม่ได้วิมุติสุขในชาตินี้ หรืออีกไม่เกิน 1 ชาติ และสูงสุดไม่เกิน 7 ชาติ ด้วยนะครับ ขอบพระคุณมาก ๆ อีกครั้งครับ คุณแม่สุจิตรา อ่อนค้อม วีรยุทธ สิทธิ์เสนา (นายวีรยุทธ สิทธิ์เสนา) 31 มีนาคม 2557 เวลา 16.54 น.
ตอบโดย: วีรยุทธ สิทธิ์เสนา | 31 มีนาคม 2557 17:31:13
 



 
 
 
www.fungdham.com www.jarun.org
www.palungjit.com www.sudassa.com
www.dhammajak.net www.rethinkers.org
www.namjaidham.com กระทรวงวัฒนธรรม
www.larntum.in.th มหาวิทยาลัียราชภัฏธนบุรี
งานเขียนของสุทัสสา
งานสอน
งานบรรยาย
งานวิจัย
งานพิเศษ / ให้บริการแก่สังคม
บทสัมภาษณ์